ข่าวประชาสัมพันธ์

ฉบับที่ : 357

กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเฝ้าระวังการเจ็บป่วยที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะกากาศร้อน

สภาพอากาศร้อนจัดเป็นปัญหาสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพ ที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นมากขึ้นในแต่ละปี ใน ค.ศ. 2003 มีประชาชนแถบยุโรป เสียชีวิตจากการอากาศที่ร้อนจัด ถึง 5000 รายและระหว่าง ค.ศ. 1979-2003 ในประเทศสหรัฐอเมริกา เสียชีวิต ประมาณ 8,015 ราย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ เสียชีวิตที่พบได้มากกว่า การเสียชีวิตจากพายุเฮอริเคน ทอร์นาโด น้ำท่วม และแผ่นไหว รวมกัน (1) ปัจจัยสำคัญที่ทาให้เกิดการเสียชีวิตง่าย คือ ปัจจัยทางกายภาพและการปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงหรือร้อนมากขึ้น การปรับตัวดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการท างานของระบบหัวใจและหลอดเลือด และร่างกายจำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัว ถ้าเกิดอุณหภูมิสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว ร่างกายปรับตัวไม่ทันจึงเกิดผลทำให้เจ็บป่วยและเสียชีวิตได้ ซึ่งกลุ่มคนที่เสียงต่อภาวะนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคอ้วนไข้ ภาวะขาดน้ำภาวะทางจิต การดื่มสุรา และโรคเรื้อรังอื่น ๆ รวมทั้งการออกกำลังในที่อากาศร้อนและมากเกินไปทำให้ร่างกายเกิดภาวะเครียด ผลที่ตามมาพบว่าร่างกายมีภาวะขาดน้ำอ่อนเพลีย อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น มีการคาดการณ์ว่า กลุ่มคนอายุ 65 ปีขึ้นไปในสหรัฐอเมริกา จะเสียชีวิตมากขึ้นจาก 12.4% ใน ค.ศ. 2000 เป็น 20.0% ใน ปี 2060(1,2) ภาวะอากาศร้อนจึงเป็นปัจจัย สำคัญสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิต ได้มากขึ้นการเจ็บป่วยจากความร้อน (Heat-related illness) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่ม Minor ที่จะเป็นลักษณะอาการที่จะเตือนให้ทราบก่อนจะไปถึงลักษณะอาการที่เป็นกลุ่ม Major ที่มีอันตรายถึง ขั้นเสียชีวิต โดยกลุ่ม minor นั้นประกอบไปด้วย (1) Heat Rash (ผื่นผดแดด) หรือที่เรียกอีกชื่อว่า Prickly Heath จะเป็นผื่นคันเป็นจุดแดงในร่มผ้า มีอำการคันรุนแรงซึ่งเกิดจากอาการอักเสบของต่อมเหงื่อ รักษาโดยใช้ยำแก้แพ้กลุ่ม Antihistamine และป้องกันโดยการสวมใส่เสื้อผ้ำที่บาง สะอาด และระบายความร้อนและ เหงื่อได้ดี อาการจะดีขึ้นภายใน 2-3 วันแต่ต้องเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เหงื่อออกมากๆ (2) Heat edema จะมีอำการบวมที่มือและเท้า เช่น ในกรณีที่ สวมแหวนคับ หรือรองเท้าคับ เป็นต้น มักจะเกิดในวันแรกๆ ที่มีการสัมผัสความร้อน เกิดจากหลอดเลือดที่ผิวหนังขยายตัวและมีการคั่งของสารน้ำ (3) Heat Syncope อาการเป็นลมแดด หน้ามืด เป็นลม เกิดจากหลอดเลือดผิวหนังขยายตัวมาก เลือดในส่วนกลางจึงไม่เพียงพอ (4) Heat Cramp การเป็นตะคริวเกิดจากกล้ามเนื้อที่มีการเกร็ง ปฐมพยาบาลโดยการให้พักในที่ที่มีอากาศเย็น และให้ดื่มเกลือแร่ (5) Heat Tetany มีการหายใจเร็ว ตื้น มีการจีบเกร็งที่ปลายมือ หรืออาจชาตรงปลายมือ โดยการหายใจหอบนี้เพื่อน ำหรือระบายอำกาศร้อนออกไป สำหรับกลุ่ม Major ที่มีอำการรุนแรง ประกอบด้วย Heat Exhaustion เป็นภาวะเพลียแดด มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลม และมีเหงื่ออกมาก อุณหภูมิร่างกายบอกได้ไม่แน่ชัด อาการจะคล้ายกับ Heat Stroke แต่ผู้ป่วย Heat Exhaustion จะมีสติรู้สึกตัวที่คงที่ ส่วนผู้ป่วย Heat Stroke จะต้องมีอุณหภูมิร่างกายมากกว่า 40 องศาเซลเซียส วัดโดย Rectal Thermometer และส่วนใหญ่มีความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น มีอำการหงุดหงิด สับสน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ เดินเซ หมดสติ เป็นต้น ประกอบกับอาการจากการที่น้ำที่ผิดปกติของหลายอวัยวะร่วมด้วย โรคลมแดด (Heat Stroke) จำแนกเป็น 2 แบบ ดังนี้ (1) Classical heat stroke เกิดจากคลื่นความร้อน (wave heat) ในหน้าร้อน โดยกลุ่มเสี่ยงได้แก่ เด็กเล็ก ผู้ป่วยเรื้อรัง และคนแก่ จะเกิดกับกลุ่มผู้ป่วยที่อาศัยตามบ้าน (2) Exceptional heat stroke เกิดจากการฝึกหรือทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนจัด) มักพบในคนอำยุน้อย หรือผู้ที่ทำงานในที่ร้อนกลางแดดจ้ำ ตัวอย่างกลุ่มเสี่ยง เช่น กรรมกรทหาร นักกีฬา ฯลฯ ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมร้อน แบ่งเป็น 4 กลุ่มปัจจัย ได้แก่ (1) ปัจจัยส่วนบุคคล (Individual factors) เช่น ขาดการปรับตัวให้ชินกับความร้อน สมรรถภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ ภาวะขาดน้ำ อายุมาก อ้วน อดนอน ดื่มสุรำ สวมเสื้อผ้ำ หนำซึ่งขัดขวางการระเหยของเหงื่อ เป็นต้น (2) ปัจจัยด้านสุขภาพ (Health conditions) ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไทรอยด์เป็นพิษ โรคความดันสูง ผิวหนัง แพ้แดด หรือเคยเป็นโรคลมร้อน ฯลฯ ผู้ที่มีสมรรถภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคลมร้อนสูง (3) การใช้ยา (Medications) การรับประทานยาบางชนิด อาจป็นปัจจัยเสริมให้เกิดอาการโรคลมแดดได้มาขึ้น ได้แก่ ยำแก้แพ้ ยำแก้ปวดท้อง ยำคลำยกล้ามเนื้อ ยาต้านซึมเศร้า ยาบ้า โคเคน ยาขับปัสสาวะ ยำลดความดันกลุ่ม Betablocker, CCB ยำจิตเวช Phenothiazine ยำกันชัก เป็นต้น (4) ปัจจัยสิ่งแวดล้อม (Environmental factors) สภาพอากาศมีอุณหภูมิสูง มีความชื้น สัมพัทธ์สูง ที่อับ ไม่มีลมพัด มีโอกาสเกิดโรคลมแดดได้ง่ายและเสียชีวิตได้ทันที การวินิจฉัยโรคลมร้อน ในกรณีที่พบผู้ป่วยด้วยอาการ ตัวร้อน หมดสติ ในช่วงที่มีอากาศร้อน ควรคำนึงถึงโรคลมร้อน Heat Stroke เป็นอันดับแรก เนื่องจากหากมีการวินิจฉัยที่ล้ำช้ำจะทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้น การซักประวัติการทำงาน กำรท ำกิจกรรมทางกาย ในที่แดดจ้ำ และการตรวจอุณหภูมิร่างกายพบ มากกว่า 40 องศาเซลเซียส (ทางทวารหนัก) รวมกับระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งควบคุมการขยายตัวของหลอดเลือด รวมทั้งการกระตุ้นให้ต่อมเหงื่อสร้างเหงื่อ มักพบภาวะไตวายเฉียบพลัน ระบบหายใจล้มเหลวตับถูกทำลาย กลไกการแข็งตัวของเลือดบกพร่อง เนื่องจาก Coagulation factor และเกล็ดเลือดถูกทำลาย ผู้ป่วยอาจมีอาการ เป็นลม หมดสติ กระวนกระวาย ก้าวร้าว ประสาทหลอน ชัก ฯลฯและส่วนใหญ่ก็จะเสียชีวิตในที่สุด อาการแสดงของโรคลมร้อนนั้นแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มอาการ ได้แก่ 1. Hyperthermia โดยการวัดอุณหภูมิแกนร่างกายทางทวารหนักได้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส 2. Encephalopathy อาการที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงการรู้สติที่เริ่มจากอาการกระสับกระส่าย สับสน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ เดินเซ ถ้าเป็นมากจะมีอาการชักและหมดสติได้ ในบางรายอาจมีอาการกล้ามเนื้อเกร็งได้เช่นกัน 3. Multiorgan dysfunction syndrome มีอาการของอวัยวะต่างๆ ท างานล้มเหลว ได้แก่ ความดันโลหิตต่าง (Hypotension), กล้ามเนื้อสลายตัว ปวดกล้ามเนื้อ (rhabdomyolysis), ไตวาย (renal failure), ปอดบวม (pulmonary edema), เลือดออก (bleeding tendency), intestinal ischemia, การบาดเจ็บที่ตับ หรือตับอ่อน (Hepato-cellular or pancreatic injury) การวินิจฉัยแยกโรคสำหรับอาการไข้สูง และมีการเปลี่ยนแปลงการรู้สติ นั้นมีได้หลายอย่าง ได้แก่ การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อระบบประสาท การได้รับสารพิษบางอย่าง เช่น แอมเฟตามีน (Amphetamine) ซาลิซัยเลต (salicylate) ภาวะถอนสุรา และภาวะ neuroleptic malignant syndrome (NMS) จากพิษข้างเคียงของยา ฯ การช่วยเหลือและการรักษาพยาบาล การลดอุณหภูมิร่างกาย (cooling methods) เป็นเป้าหมายของการรักษาในเบื้องต้น การลด อุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็วให้ลงมาที่ 38 องศาเซลเซียส เช่น การแช่ลงในน้ำเย็น (cold water or ice bath immersion) การสเปรย์ร่างกายด้วยน้ำแล้วเป่าด้วยลม เพื่อให้น้ำระเหย (evaporation) โดยอาจเสริมด้วยการประคบน้ำแข็ง เช็ดตัว หรือการสวนล้างกระเพาะอาหารและช่องท้องด้วยน้ำเย็นในการลดอุณหภูมิร่างกายให้ได้ตามเป้าหมาย การป้องกันการเกิดโรคลมร้อน ทำได้โดยมีการใส่ใจถึงสภาพแวดล้อมอุณหภูมิ ความชื้น รอบตัว ไม่ออกกำลังกาย ทางำนกลางแดดเป็นเวลานาน ปรับสภาพร่างกายให้สามารถทากิจกรรมในสภาพอากาศที่ร้อนได้อย่างเหมาะสม ดูแลร่างกายไม่ให้ขาดน้ำ โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกาย สวมเสื้อผ้าเหมาะสมกับสภาพอากาศและระบายเหงื่อได้
ดาวน์โหลดเอกสาร : - ไม่มีเอกสารแนบ -
ติดต่อสอบถาม : เทศบาลนครนครศรีธรรมราช